รีวิวหมึกเรืองแสง J Herbin Luminescent Inks มาปล่อยแสงจากปลายปากกากันเถอะ

in Ink by hackhq on 13 Sep 2013

*คำแนะนำสำหรับการอ่าน : โปรดปิดไฟอ่านหรืออ่านในห้องที่เงียบไร้ซึ่งสิ่งใดๆ รบกวน

กลางดึกที่เงียบสงัดในเมืองใหญ่ เมืองที่แสนวุ่นวายและน่าสับสน เมืองที่ผู้คนต่างใช้ชีวิตด้วยความรวดเร็วเร่งรีบร้อนรน สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมอดคิดไม่ได้เลยว่าคืนนี้มันต้องมีอะไรผิดแผกไปจากคืนอื่นก็เป็นได้ ผมงัวเงียตื่นขึ้นมากลางดึกโดยไม่ทราบสาเหตุ ใจนึงก็อยากนอนต่อแต่ก็อยากที่จะรู้ว่าเวลานี้มันดึกเพียงใดแล้ว ตาที่ยังหลับอยู่ไม่อยากลืมขึ้นเพราะความง่วง ผมยื่นมือออกไปในความมืดมิดและใช้สัมผัสที่มีควานหาโทรศัทพ์มือถือเพื่อดูเวลา ฝั่งซ้ายก็ควานหาจนทั่วแต่ก็ไม่พบ ลองเปลี่ยนมือมาฝั่งขวาก็ไม่เจออีกเช่นกัน ช่างน่าแปลกใจนัก เมื่อหัวค่ำก็วางไว้ข้างหมอนนี่นา?

ฝืนตัวเองให้ลืมตาตื่นจากความง่วงที่ยังมีอยู่เปี่ยมล้น ทั้งห้องมืดมิดแต่พอเห็นได้จากแสงสว่างที่ลอดผ่านช่องใต้ประตูเข้ามาโดยที่มือนั้นก็ยังไม่หยุดที่จะความหาโทรศัพท์ต่อ ทันใดนั้นสิ่งที่ทำให้ผมต้องตกใจก็คือโทรศัพท์ไอโฟนของผมได้หายไปจากข้างหมอน! จำได้ว่าวางไว้ตรงนี่แน่ๆ ห้องพักห้องน้อยนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากผมและความเหงา นั่นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีใครหยิบไปแน่ และแน่นอนว่าถ้าหากใครเข้ามาในห้องผมก็จะต้องได้ยินเสียงอย่างชัดเจนเพราะประตูลงกลอนไว้ถึง 3 ชั้น ถ้าอย่างนั้นใครหยิบไปล่ะ?! ผมคว้าผ้าห่มมาห่มให้กระชับขึ้น เก็บแขนเก็บเข่าอยู่ในผ้าห่มไม่ให้อากาศจากภายนอกผ้าเข้ามาได้ นี่แหละคือที่ๆ ผมรู้สึกปลอดภัยเป็นที่สุด…รู้สึกปลอดภัยจากใคร? หรือจากอะไร?…

พอเริ่มทำใจแข็งให้ไม่หวาดกลัวได้แล้ว ผมจึงลองหาโทรศัพท์ต่อในความมืด มองดูใต้หมอน พื้นห้อง แต่ผมหลีกเลี่ยงที่จะดูใต้เตียง ใครจะไปรู้ว่าที่ใต้เตียงนั้นอาจจะไม่ได้เจอแค่โทรศัพท์มือถือก็เป็นได้… พอแน่ใจว่าที่พื้นห้องไม่มีโทรศัพท์ตกหล่นลงมาแน่ๆ ก็เลยลองมองหาบนโต๊ะบ้าง ในความมืดที่เริ่มมองเห็นได้ลางๆ ผมจึงลองยื่นมือออกไปควานหาโทรศัพท์บนโต๊ะ แต่การกระทำนี้เองที่ทำให้ผมถึงกับผงะออกมาจากตรงนั้น มือของผมไปสัมผัสถูกเข้ากับอะไรบางอย่าง มีลักษณะเหมือนเชือกเส้นยาวห้อยลงมาจากด้านบน ร่างกายผมเริ่มเย็นขนแขนเริ่มตั้งชัน ผมไม่มีความกล้าพอที่มองตามเส้นเชือกขึ้นไปด้านบนเพราะผมกลัวที่จะได้เห็นภาพที่คิดจินตนาการไว้ ผมหลับตาข้างซ้ายและปิดไว้แน่น รวบรวมความกล้ายื่นมือไปคว้าเชือกเส้นนี้แล้วกระตุก ตึงงงง!!!! เสียงกระแทกดังลั่นสนั่นหวั่นไหวท่ามกลางตึกที่เงียบเชียบไร้แม้แต่เสียงผู้คน ผมลืมตาโพล่งมองดูอย่างไม่อาจละสายตาจากสิ่งนั้นได้พร้อมกับอุทานออกมาว่า “นี่กูดึงสายชาร์จจนไอโฟนตกกระเด็นเลยเหรอวะ!! บัดซบ!!”

กดปุ่มเพื่อดูเวลา ตี 1 กับอีก 37 นาที เราตื่นมาทำไมกัน? ปวดเข้าห้องน้ำก็ไม่ใช่ นอนอิ่มแล้วยิ่งไม่ใช่ใหญ่เลย แต่ไหนๆ ก็ตื่นแล้วก็ขอลุกไปเข้าห้องน้ำหน่อยละกัน หยิบไอโฟนแล้วกดปุ่มเพื่อใช้แสงจากหน้าจอส่องสว่างพอให้เห็นทางเดินไปสู่ห้องน้ำ แต่จู่ๆ ผมก็เซไปกระแทกเข้ากับชั้นวางของเข้าทั้งๆ ที่บริเวณนั้นเป็นทางโล่งซึ่งถ้าหากเดินดีๆ ก็จะไม่มีปัญหาอะไร แต่ไอจากการกระแทกครั้งนี้นี่เองที่เรียกได้ว่าเป็นจุดพลิกผันของชีวิตผม กลางดึกคืนต่อจากนี้จะไม่เหมือนกับกลางดึกคืนที่ผ่านมาอีกต่อไป ผมหันไปดูด้านซ้ายด้านที่ผมเพิ่งเดินเซมาก็พบกับความว่างเปล่าไม่มีอะไรผิดสังเกต แต่พอหันมาด้านขวาเพื่อดูที่ขั้นวางของ โดยไม่ทันที่จะหันมามองได้เต็มตา สิ่งผิดปรกติปรากฎชัดขึ้นจนสามารถมองเห็นได้ด้วยหางตา ตาผมเบิกกว้าง เหงื่อผมเริ่มซึมออกมาจากทุกรูขุมขนทั้งที่รู้สึกหนาวอยากบอกไม่ถูก รู้สึกได้ถึงเส้นผมที่ตั้งชันขึ้นด้วยความตื่นตระหนก มันอยู่ที่นั้น! เจ้าแสงนั่นอยู่ด้านขวามือห่างไปเพียงไม่กี่เซ็นติเมตรนี้เอง! เอาไงก็เอากันเจอทีเดียวให้มันเด็ดขาดไปเลย!

ผมหันไปทางด้านขวาเพื่อจะดูให้รู้กันไปเลยว่าสิ่งที่เห็นได้ด้วยหางตานั้นคืออะไรกันแน่ ผมหันอย่างรวดเร็ว! ตาผมจดจ้องกับสิ่งนั้น! หูทั้งสองข้างอื้อ ในสมองขาวโพลน นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมตกใจสุดขีด! แสงสว่างที่น่าสะพรึงกลัวสะท้อนจับดวงตาผมทั้งสองข้าง ใจผมเต้นรัว! ฟันกัดริมฝีปากไว้แน่น เข่าผมอ่อนจนล้มพับลงบนพื้นเบื้องล่าง ขาทั้งสองข้างสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือก ใช่แล้ว! มันนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ผมหวาดกลัวมาตลอดทั้งคืนนี้! “ไอหมึกบ้า! ลืมไปเลยว่าเพิ่งได้หมึกเรืองแสงมาเมื่อเช้านี้นี่หว่า! ปัดโถ่เอ้ยยยย!!”

เปิดเรื่องยาวโคตรรรร แถมตอนผมเขียนนี่ก็เขียนไปหลอนไปอีกต่างหาก ปวดฉี่จะลุกไปเข้าห้องน้ำก็ไม่กล้า เลยต้องเขียนๆ ให้จบแล้วตอนเช้าค่อยฉี่ละกัน ที่ผมเปิดมาแบบนี้ก็เพราะเรื่องที่เราจะมาพูดในวันนี้คือหมึกที่เราจะใช้ได้ในที่มืดครับ ซึ่งโดยความเป็นจริงมันช่างขัดแย้งเสียนี่กระไร การจะขีดจะเขียนใดๆ ก็ตามมันต้องทำให้ที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอสิไม่อย่างนั้นจะไปเห็นอะไร! แต่กับหมึกนี้ไม่ใช่ครับ ต้องใช้ในที่มืดเท่านั้น!!

J. Herbin Luminescent Inks 30ml

J Herbin Luminescent Inks 30ml ก็คือหมึกเรืองแสงที่ผมพูดถึงครับ และแน่นอนว่าเจ้าแห่งการทำหมึกปากกาแปลกๆ จะเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ J.Herbin ขนาดคราวก่อนทำหมึกมีกลิ่นหอมนี่ผมก็ช็อคพอควรอยู่แล้วนะ แต่เจอหมึกเรืองแสงในที่มืดได้ก็ยิ่งสุดยอดไปใหญ่ และแน่นอนว่าหมึกขวดนี้ผมได้มาจากเว็บ pengallery.com เจ้าประจำครับ ราคาค่าตัวอยู่ที่ 13$ โดยสั่งมาพร้อมกันกับลามี่สีชมพู 2013 ในคราวก่อนนั่นแหละครับ คือตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะเอาหมึกมาด้วยหรอกนะเพราะกะสั่งแต่ปากกาลามี่อย่างเดียว พอลองกดไปกดมาหน้านู้นหน้านี้ อ้าวเห้ย!! ไอหมึกขวดนี้มันมาอยู่ในตระกร้าได้ไงว้าาาา?!!!

ขวดและฉลากเหมือนหมึก J.Herbin ที่มีกลิ่นนั่นเลย

ที่ผมสั่งซื้อหมึกเรืองแสงขวดนี้โดยไม่คิดอะไรอื่นเลยนั่นก็เพราะว่าผมชอบ “แสง” ครับ สมัยเด็กๆ ผมจะมีกระเป๋าคาดเอวใบเล็กๆ ติดตัวอยู่เสมอ ซึ่งเมื่อเปิดกระเป๋าใบนี้ออกมาก็จะพบกับของเล่นมากมายไม่ว่าจะเป็น รถลากถอยหลังแล้วมันจะวิ่งเอง เข็มกลัดดิสนีย์แลนด์ที่พลิกไปมาแล้วรูปจะเปลี่ยน หุ่นยนต์ไขลาน R2D2 จากเรื่องสตาร์วอร์ แต่ที่จะขาดไม่ได้แถมมีเยอะกว่าของเล่นชนิดอื่นนั่นก็คือไฟฉายกับสติกเกอร์เรืองแสงครับ ไอไฟฉายนี่ไม่ต้องพูดถึงเลยมีทั้งแบบไฟธรรมดาหรือบิดเป็นไฟสีแดงกระพริบก็ได้ด้วย แต่ที่ผมชอบจริงๆ กลับเป็นพวกสติกเกอร์เรืองแสงครับ นั่นก็เพราะว่ามันทั้งบาง เล็ก ส่องแสงได้โดยไม่ต้องใส่ถ่าน เห้ย! มันเป็นไปได้ยังเนี่ย?!!

สติกเกอร์เรืองแสงนี้มันมีหลักการทำงานเหมือนกับหมึกที่ผมจะพูดถึงในวันนี้แหละครับ คุณเคยสังเกตเข็มนาฬิกาบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือของคุณมั้ยครับ? หรือจะเป็นพวกสวิตช์ไฟในบ้าน(รุ่นโบราณที่ปุ่มกดมันเป็นสีเขียวๆ) ที่มันเรืองแสงได้ก็เพราะมันมีสารสีเขียวทาไว้อยู่นั่นเอง ไอสารที่ว่าที่สามารถเรืองแสงได้นั้นสมัยผมยังเด็กต่างก็เรียกกันว่า “พรายน้ำ” …ซึ่งไม่รู้ว่าสมัยนี้เรียกว่าอะไรกัน แต่ครั้นจะไปหาในกูเกิ้ลว่าพรายน้ำคงได้เจอแต่ผีทะเลแน่ๆ เพราะว่าจริงๆ แล้วสารเรืองแสงนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Phosphorescence ซึ่งเป็นสารเรืองแสงชนิดหนึ่ง เป็นคนละตัวกับ fluorescence (เอาไว้ผมค่อยพูดถึงตัวนี้อีกที) โดยเจ้า Phosphorescence จะเรืองแสงได้ก็ต่อเมื่อได้รับพลังงานจากภายนอกแล้วเก็บสะสมเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนเป็นพลังงานแสงครับ วุ้ย!! คลาสเรียนเคมีหรือไง?! เอาง่ายๆ ดิ!! …อ…โอเคครับ คือมันจะเรืองแสงได้ก็ต่อเมื่อเราเอาไอสารนี้ไปอาบแสงครับ จะเป็นแสงแดดหรือแสงไฟก็ได้นะ แล้วไอสารนี้จะเรืองแสงได้ช่วงเวลานึงครับ ดังนั้นจะเห็นว่าเข็มนาฬิกาของเราตอนแรกที่ปิดไฟในห้องให้มืด เข็มมันจะส่องแสงสว่างเห็นได้ชัดมาก แต่พอเวลาผ่านไปสักพักแสงก็จะมืดลง นี่คือการทำงานของสารเรืองแสงชนิดนี้นี่เองครับ

ไปยืนเขย่าบ่อน้ำตั้งนานแหน่ะ

กลับมาเข้าเรื่องหมึกกันบ้าง ในเมื่อผมบ้าสารเรืองแสงเสียขนาดนี้ ผมก็อดที่จะใช้เจ้าหมึกตัวนี้ไม่ได้ เขียนไปก็มีแสงเรืองรองออกมาจากหน้าสมุด โคตรเท่เลย! …เวลาผ่านไปประมาณ 2-3 วัน พัสดุก็มาส่งครับ ผมแกะกล่องแกะห่อขวดหมึกออกอย่างระมัดระวัง ก็พบว่าที่บนถุงห่อขวดหมึกนั้นมีสติกเกอร์เขียนแปะไว้ว่า “shake well before use ” แปลเป็นไทยได้ว่า “เขย่าบ่อน้ำก่อนใช้” ผมก็เลยเดินลงจากห้องพักไปข้างๆ ตึก แล้วก็ยืนเขย่าบ่อน้ำตรงลานจอดรถจากนั้นจึงกลับมาลองใช้หมึกครับ…..จะบ้าเหรอ?! เค้าหมายความว่าให้เขย่าขวดหมึกก่อนใช้ต่างหากล่ะ! ไม่ใช่เขย่าบ่อน้ำ!! ผมก็เลยหยิบขวดหมึกขึ้นมาดูก็พบว่าส่วนผงหมึกทีืทำหน้าที่เรืองแสงนั้นตกตะกอนนอนอยู่ที่ก้นขวดครับ ส่วนน้ำด้านบนนั้นจะกึ่งใสกึ่งขุ่น ไม่ได้ผสมเป็นเนื้อเดียวกับตัวผงหมึกเรืองแสงครับนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องเขย่าก่อนใช้

ลองคว่ำขวดดู ผงหมึกจับตัวกันอยู่ที่ก้นขวด ต้องเขย่าก่อนใช้นะ

ดูกันชัดๆ ว่าน้ำหมึกกับผงหมึกแยกกันชัดเจนเลย

ผมหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อครับว่าทำไมผงหมึกเรืองแสงนี้ถึงไม่ผสมกับตัวน้ำหมึกที่เป็นตัวทำละลายให้เป็นเนื้อเดียวกันไปเลย ทีแรกผมพาลคิดไปว่าหรือว่าหมึกขวดนี้มันเป็นของเก่าหมดอายุแล้วกันแน่ แต่พอได้อ่านข้อมูลนึงที่บอกว่าสาร Phosphorescence นั้นไม่สามารถละลายน้ำได้ ผมก็เลยถึงบางบัวทองครับ…บางอ้อ!! นอกจากจะไม่ละลายน้ำแล้วตัวผงหมึกเรืองแสงนั้นยังมีขนาดอณูที่ใหญ่ด้วย สอดคล้องกับคำเตือนจากเว็บของ J.Herbin ที่บอกไว้ว่าหมึกชนิดนี้ “ไม่สามารถใช้กับปากกาหมึกซึมได้เพราะจะก่อให้เกิดปัญหาปากกาอุดตันได้ ปากกาที่แนะนำให้ใช้คู่กับหมึกชนิดนี้คือปากกาแบบจุ่มหมึก(dip pen)” …ผ…ผมซื้อมาไมฟระเนี่ย?!!

…ไหนๆ ก็หน้ามืดตามัวซื้อมาแล้วก็ขอลองใช้หน่อยละกัน เนื่องจากผมไม่มีปากกาแบบจุ่มหมึกก็เลยขอใช้ปากกาลามี่ nib EF และแน่นอนว่าเนื่องจากหมึกชนิดนี้ไม่ใช่หมึกสำหรับปากกาหมึกซึม ผมจึงไม่สามารถใช้เกณฑ์ทดสอบที่ผมใช้ทุกทีได้ ดังนั้นจะขอเปลี่ยนเป็นการเล่าการใช้งานให้ฟังละกันนะ

พอเขย่าให้เข้ากันแล้วก็จะได้หมึกข้นเนียนนุ่มเหมือนนมข้นหวานผสมชาเขียว

ผมยิงแฟลชเพื่อชาร์จพลังเข้าไปในหมึกครับ เพราะเดี๋ยวจะได้ระเบิดพลังแรงๆ #พล่ามอะไร

ซวู้มมมมมมม!!! ปล่อยแสงออกมาสวยงามน่าใช้มาก

หลังจากที่ผมเขย่าขวดหมึกเพื่อให้ผงหมึกเรืองแสงและน้ำหมึกผสมเข้ากันจนกล้ามแขนตึงแล้ว ผมก็เปิดฝาเพื่อดูสภาพน้ำหมึกครับ น้ำหมึกที่ได้หลังจากการเขย่าแล้วจะมีลักษณะข้นกว่าหมึกปากกาหมึกซึมแบบปรกติ แต่ความข้นนี้ก็ไม่ถือว่าข้นมากแต่ไม่เหมาะกับปากกาหมึกซึมแน่ๆ ครับ จากนั้นไม่รอเช้าผมก็นำปากกาลามี่จุ่มส่วนหัวลงในขวดหมึก แล้วจึงยกขึ้นเพื่อเขียน กระดาษที่ผมใช้ทดสอบในวันนี้เป็นกระดาษของสมุด Rhodia ครับ ซึ่งการเขียนในครั้งนี้ค่อนข้างทุลักทุเลพอควรเลย เพราะว่าอะไรนะเหรอ? เพราะมันมองไม่เห็นหมึกหน่ะสิ!! ด้วยเพราะสีของน้ำหมึกออกไปทางสีขาวผสมเขียวอ่อนๆ เท่านั้น เวลาเราเขียนลงสมุดจึงไม่เห็นเส้นเลย แต่ก็อย่างที่บอกว่าหมึกนี้มันเป็นหมึกเรืองแสง ผมก็เลยลองปิดไฟเขียนดูบ้างเผื่อจะได้เห็นเส้นชัดๆ ครับ ซึ่งลำบากกว่าเดิมอีกครับ! นั่นก็เพราะถึงแม้หมึกในขวดจะเรืองแสงสวยเพียงใดก็ตามแต่เมื่อนำมาเขียนจริงในที่มืดๆ มันก็มองไม่เห็นเป็นเส้นสว่างๆ เหมือนที่จินตนาการไว้เลยครับ ทั้งนี้เพราะความเข้มข้นของน้ำหมึกและผงหมึกเรืองแสงยังมีไม่มากพอทำให้ติดกระดาษได้ไม่เยอะ เวลาที่เขียนก็จึงไม่สว่างจนเห็นได้ชัดพอจะดูไปเขียนไปได้ ยุ่งยากจริงเฟ้ย!

ที่เห็นด้านบนมันขาวๆ ไม่มีอะไรเขียนนี่ผมเขียนด้วยหมึกแล้วนะ ไม่เห็นอะไรเลยใช่มะ?

สว่างได้แค่นี้แหละ จะเอาอะไรนักหนา -*-

ไม่เอาล่ะครับเขียนด้วยปากกายังไงก็ไม่ติด ผมเลยเปลี่ยนเป็นเอาพู่กันมาจุ่มระบายเสมือนเป็นสีน้ำเสียเลย วาดรูปขวดน้ำหอมที่ตั้งอยู่แถวนั้นแล้วเอาพู่กันจุ่มหมึกระบายลงไปบนภาพ ผมระบายทับหลายครั้งครับเพราะกลัวจะไม่เห็น แล้วก็ตั้งผึ่งลมให้แห้งซึ่งก็แห้งช้ามากกกกก ตั้งตากพัดลมไว้เกือบ 20 นาทีถึงจะแห้ง แล้วก็มาถึงเวลาทดสอบครับ ผมนำสมุดหน้าที่เขียนไปอังกับแสงจากหลอดไฟประมาณ 5-10 วินาทีเพื่อเก็บสะสมพลังงาน จากนั้นก็ปิดไฟทั้งห้องทันที! โอ้ววววววว!!! มันเรืองแสงจริงๆ ด้วยครับ โดยผมจะแบ่งหน้ากระดาษเป็น 3 ส่วนจากบนลงล่าง ด้านบนสุดเขียนด้วยปากกาลามี่ซึ่งก็แทบไม่เห็นตัวหนังสือเลยเพราะหมึกไม่เข้มข้นพอสำหรับเส้นปากกาเส้นเล็กๆ เลยทำให้เห็นเพียงแค่จุดเรืองแสงเท่านั้น ส่วนที่ 2 เป็นส่วนที่เขียนโดยพู่กันครับ ซึ่งก็เห็นเส้นชัดดีถึงแม้จะไม่ค่อยสว่างและเส้นใหญ่ไม่สวยงามก็ตาม สุดท้ายส่วนที่ 3 คือใช้พู่กันระบายทับหลายๆ ชั้น ส่วนนี้ก็แน่นอนล่ะครับว่าจะต้องเห็นชัดที่สุดถึงแม้สีจะไม่เรียบแต่ก็พอให้เห็นแสงเรืองๆ นะ

ข้อสังเกต! หมึกตัวนี้พออยู่ในขวดจะเรืองแสงได้นานครับหลายนาทีเชียว แต่พอนำมาเขียนมาวาดลงบนสมุดกลับอยู่ได้ไม่กี่นาทีแสงก็จะค่อยๆ มืดลงแล้ว ใครที่หวังให้สว่างๆ นานๆ เหมือนเข็มนาฬิการก็ต้องบอกว่าฝันไปเหอะ!

จบแล้วครับกับหมึกเรืองแสง J.Herbin Luminescent Ink ที่ผมคาดหวังเอาไว้มากแต่แล้วก็ต้องพบเข้ากับความผิดหวังอย่างใหญ่หลวง นอกจากจะไม่สามารถเติมใส่ปากกาลามี่ได้แล้ว ยังเขียนไม่ได้เส้นสว่างดังใจคิดอีก ไม่ว่าจะจุ่มหมึกอย่างไร เยอะแค่ไหน ก็ไม่ได้ทำให้เส้นชัดขึ้นเลย ดังนั้นสำหรับใครที่คิดว่าอยากได้หมึกเรืองแสงมาจดบันทึกไว้อ่านตอนปิดไฟ ผมต้องขอบอกว่าอย่าซื้อมาเลยครับ! แต่ถ้าคิดแค่ว่าอย่างน้อยก็เอามาประดับโต๊ะทำงานสวยๆ ละก็ แสงเรืองรอง หมึกขวดนี้ก็จะสว่างแสงสวยคู่โต๊ะทำงานคุณดูได้ไม่เบื่อแน่นอนครับ

กุ๊ก กุ๊ก กู๋~~~

หากอ่านแล้วถูกใจชอบใจ ฝากกดแชร์ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ \( - 3-)/
โพสตอนนี้อยู่ในหมวด Ink และมี tag ดังนี้ , , , , โพสเมื่อวันที่ .
hackhq

คนธรรมดาที่หลงใหลในการสเก็ตช์ ใช้ปากกาลามี่เป็นอาวุธ มีสมุด Moleskine เป็นผืนผ้าใบและมีจินตนาการในรูปของสีน้ำ หลงใหลรูป รส กลิ่น ของกาแฟ และเคลิบเคลิ้มกับเสียงของดนตรีแจ๊ส | ติดต่อผมบนทวิตเตอร์ได้ที่ @hackhq


เว็บไซต์ : https://www.bbblogr.com


  • โดเรหมุนส์

    ขอเล่นม่างงง จะเอามาเพ้นๆตัว แล้ววิ่งทะยานออกไปในความมืด!

  • แมวกระสือ!!

  • นึกถึงสมัยเด็กๆที่เอาน้ำมะนาวมาเขียนๆวาดๆให้เป็นหมึกล่องหน พอจะอ่านก็เอาไปอังกับเทียนไม่ก็จุดไฟแช็คมารนๆให้ตัวหนังสือปรากฏออกมา

  • Peeracha Taatniyom

    อังนานไป กระดาษไฟไหม้โดนแม่ด่าเลย -*-

  • Pingback: สดใสจนน่าหมั่นไส้! หมึก J.Herbin Bleu Pervenche และ J.Herbin Bouton D’or | B.B. Blog()