ระเริงกรุง 2 เมื่อบางกอกไม่ใช่เมืองเครื่องเขียนโลก

in Talk by hackhq on 29 Jul 2013

ก่อนอื่นเลยคือผมอยากให้คุณผู้อ่านที่เพิ่งเข้ามาในบล็อกนี้เป็นครั้งแรกให้ลองกลับไปอ่านบล็อกตอนก่อนนู้นที่บอกว่าผมจะมาทำงานที่บางกอกกันสักนิดนึงนะ จะได้อินหน่อยครับ ซึ่งตอนนี้ก็ผ่านมาแล้ว 1 สัปดาห์ที่ผมได้มาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่กรุงเทพมหานครแห่งนี้ และก็เป็นไปตามคาดเลยครับ ยังไง? เชิญอ่านเป็นข้อๆ ได้เลย

ระเริงกรุง 2

มหานคร บางกอกเป็นเมืองที่วุ่นวายสุดๆ ไปเลย อยู่กันอย่างแออัดมาก คนเยอะสุดๆ ผมนี่งงเลยว่าทำไมคนมาเดินห้างสรรพสินค้าในบางกอกนี้ถึงได้เยอะขนาดนี้ ห้างที่เชียงใหม่ถึงแม้ดาราจะมาโชว์ตัวหรือว่าเปิดตัวสินค้าอะไรใหม่ๆ ก็ยังไม่มีคนเยอะเท่านี้เลยนะ แต่ที่บางกอกนี่คนเยอะราวกับว่าเค้ามาเที่ยวผับวอร์มอัพในวันที่ โจ๊ก So Cool มาเลยทีเดียว เยอะสุดๆๆ วุ่นวายสุดๆๆ สาวเยอะสุดๆๆ

เดินทาง ถึงแม้ที่พักและที่ทำงานของผมจะอยู่ใกล้กันมากเดิน 2 นาทีก็ถึงมาม่ายังไม่ทันสุกเลยจนอาจพูดบ่นเรื่องนี้อะไรมากไม่ได้ แต่ว่าผมก็ได้มีโอกาสได้ขึ้นรถไฟใต้ดินในช่วงเวลาที่ “เกือบ” เร่งด่วนมาแล้ว คือประมาณ 4-5 โมงเย็นในวันธรรมดา ผมเลยเข้าใจเลยว่าที่มีหลายต่อหลายคนบอกว่าเบียดเสียดกันจนแทบจะเสียตัวนี้มันเป็นยังไง ผมฟินมาก เอ้ย! ผมเห็นใจคุณผู้หญิงมากเลยนะครับ เพราะหน้าแทบจะชนกันอยู่แล้ว…นมนี่ไม่ต้องพูดถึง… ถ้าได้ชนผู้ชายหล่อๆ ก็โชคดีไป แต่ถ้าชนแบบเหงื่อไหลไคลย้อยหน้าหื่นๆ หน่อยก็ต้องขอยืนไว้อาลัยด้วยนะครับ (ผมชนคนเหงื่อท่วมมาแล้ว อาห์)

เมืองเครื่องเขียนโลก อีกเรื่องนึงที่สำคัญก็คือที่ผมได้เคยลั่นวาจาไว้ว่าหากผมมาถึงบางกอกเมืองเครื่องเขียนโลก ผมจะช๊อปเครื่องเขียนเจ๋งๆ สมุดดีๆ หรืออุปกรณ์สเก็ตช์อื่นๆ ที่น่าสนใจเอามารีวิวให้ได้อ่านกันแต่ผมก็ผิดคาดครับ ของพวกนี้มันไม่ได้มีเยอะหรือหลากหลายอะไรเลย แต่ละที่ก็มีแต่ของซ้ำๆ บางอันพอได้หน่อยแต่ก็ราคาตั้งไว้สูงกันลิบลิ่วจนมานั่งคิดว่าแล้วคุณจะขายลูกค้ากลุ่มไหนวะ? ซึ่งตั้งแต่วันที่ผมเดินทางมาถึงวันแรกก็ระห่ำเดินห้างเข้าร้านหนังสือร้านเครื่องเขียนมาโดยตลอดครับ แต่จนแล้วจนเล่าก็หยิบติดมือมาแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น ของอื่นๆ นอกจากนั้นมันไม่น่าสนใจเลยจริงๆ

ทำงาน ต้องบอกก่อนเลยว่าผมไม่เคยได้ทำงานในออฟฟิตแบบจริงจังขนาดนี้มาก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ได้ทำงานออฟฟิศนะ แต่ผมหมายถึงว่า “ออฟฟิศที่ต่างคนต่างทำงานไม่พูดคุยกัน วันทั้งวันมีแต่ความเงียบ ตอกบัตรเช้า-เย็น ห้ามเล่นอินเตอร์เน็ตในเวลาทำงาน” นั่นเป็นสิ่งที่ผมค่อนข้างผิดคาดครับ และถือเป็นการบั่นทอนกำลังใจในการทำงานเป็นอย่างมากครับ ผมนั่งง่วงน้ำลายยืดทั้งวันเลยทีเดียวววว

กิน อันนี้อาจจะเกิดกับผมคนเดียวก็ได้นะครับ เพราะที่พักและที่ทำงานผมไม่ได้อยู่ในย่านของออฟฟิศทั่วไปหรือที่พักอาศัยที่มีคนมาก เลยทำให้อาหารการกินส่วนใหญ่ในระแวกนี้มันไม่ค่อยมีคุณภาพเหมือนย่านอื่นๆ เค้า ไม่มีร้านอาหารดีๆ สะอาดๆ ไม่มีให้เลือกเยอะแยะมากมายรองรับคนได้เยอะๆ ส่วนใหญ่จะเป็นแค่ห้องแถวห้องเดียวที่กั้นส่วนหน้าเอามาทำร้าน ส่วนที่เหลือทำเป็นบ้านอยู่อาศัย ซึ่งไอแบบนี้นี่แหละครับที่ผมมักจะพูดมาเสมอว่า “ไม่ตั้งใจทำการค้า” แต่แล้วไงอ่ะ แถบนี้มีร้านไม่กี่ร้าน จะกินก็กิน ไม่กินก็ไป 7-11 ไป๊!! และที่สำคัญคือ…ไม่มีร้านกาแฟที่กินได้เลย!! แม่จ๋าหนูหิวกาแฟฟฟฟฟฟฟ!!!

คุณภาพชีวิต ผมหอบข้าวของมาทำงานที่บางกอกโดยนั่งเครื่องบินมาครับเลยขนอะไรมามากไม่ได้ มีแค่เสื้อผ้าพอใส่แค่ 7 วัน macbook เครื่องนึง ปากกา สมุด อุปกรณ์สเก็ตช์เพียงเท่านั้น ในห้องพักผมจึงไม่มีอะไรเลยครับ ไม่มีแม้กระทั่งตู้เย็น ทีวี กาต้มน้ำร้อน หนังสือ หรือรถยนต์ที่ต้องผ่อนไปอย่างเสียเปล่าก็ไม่ได้เอามาด้วย แต่ก็ยังดีที่มีเครื่องปรับอากาศมาให้ตัวนึงซึ่งก็ทำให้นอนหลับสบายมากแต่ค่าไฟเดี๋ยวมารอดูกันอีกที… ไอความที่ขาดเหล่านี้จากที่เคยมีพร้อมทุกอย่างมันเลยทำให้รู้สึก “หดหู่” ครับ เคยพูดเล่นๆ กับคุณกั้ง @kangg ในวันแรกที่มาถึงขณะที่กำลังเลือกซื้อของเข้าห้องว่า เหมือนมาส่งเด็กปีหนึ่งซื้อของเข้าหอพักเลย ฮากร๊ากกกก

…ที่อ่านมาข้างบนมันช่างดูโหดร้ายและไม่น่ารื่นรมณ์เอาเสียเลยใช่มั้ยครับ? ก็แหงสิ! ผมตั้งใจจะสื่อแบบนั้นแหละแต่จริงๆ แล้วในแง่ดีที่สวยงามมันก็มีอยู่มากเช่นกันนะ

มหานคร ไอความแออัดวุ่นวาย ความเร่งรีบการดิ้นรนทั้งหลายทั้งปวงมันทำให้ผมได้คิดครับ ได้คิดในเรื่องที่ว่า เห้ย! คนบางกอกนี่เป็นคนที่สุดยอดจริงๆ ต้องตื่นเช้ามากๆ ออกจากบ้านเพื่อเลี่ยงรถติด แถมบางคนบ้านไกลมากอยู่นอกเขตตัวเมืองหรือรถไฟฟ้าก็ต้องนั่งรถตู้หรืออื่นๆ โดยเสียเวลาเป็นชั่วโมงๆ เพื่อเข้ามาทำงานในตัวเมือง บางคนใช้เวลาแค่เดินทางไป-กลับก็ปาไป 3 ชั่วโมงแล้ว หรือจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าระแวกนั้นที่ถึงแม้ฝนจะตกยังไง คนน้อยแค่ไหนก็ต้องเข็นรถเข็นออกมาขายของขายอาหารให้ได้ อย่างน้อยมีลูกค้าสัก 2-3 รายก็ยังดี ผมนับถือพวกคุณจริงๆ ครับ!! พวกคุณเป็นคนที่แข็งแกร่งมาก ขยันอดทนมาก และมุมานะอย่างไม่ย่อท้อจริง ทำเอาผมที่เป็นมนุษย์ชิลและเอาแต่วิ่งหนีความวุ่นวายมาโดยตลอดต้องหันกลับมาแล้ว “อยาก” ที่จะพุ่งเข้าสู่ความโกลาหลเหล่านี้ อยากรู้ว่าตัวเองจะแกร่งขึ้นได้มากสักเพียงใด ผมขอแสดงความนับถือพวกคุณคนบางกอกด้วยใจจริงครับ

เดินทาง ถึงแม้รถไฟใต้ดิน รถไฟฟ้า จะแอดอัดบ้างในช่วงเวลาเร่งด่วนแต่ผม “โคตรชอบ” ไอรถ 2 อันนี้เลยหว่ะ!! มันสุดแสนจะสะดวกสะบายไม่ต้องมาขับรถเอง รวดเร็วทันใจถึงที่หมายในเวลาที่แน่นอน แอร์ก็เย็นสาวก็สวย(แต่ไม่สวยมีเยอะกว่า) แถมไฮเทคสุดๆ ไปเลย โดยเฉพาะอารมณ์ตอนที่ได้เอาบัตรรถไฟแบบเติมเงินนาบที่เครื่องกั้นประตู มันให้อารมณ์ล้ำยุคสุดๆ ไปเลย!! นาบแต่ละทียิ่งทำให้รู้สึกว่าตัวผมเองได้เป็นชาวกรุงเพิ่มขึ้นทีละนิดๆ นี่เผลอๆ ถ้าผมนาบวันละหลายๆ ครั้งอาจเลเวลอัพเปลี่ยนอาชีพเป็นคนขับรถไฟไปเลยก็ได้นะ เท่สุดๆๆๆๆๆๆ (ใช้คำโคตรส่อเลย ไอบ้า) และไอความชอบนี่เองที่ผมชอบถึงขั้นเกิดความคิดที่จะ “ตระเวนสเก็ตช์ภาพตามสถานีรถไฟใต้ดิน-รถไฟฟ้า” ทุกสถานีว่าแต่ละแห่งนั้นมีอะไรน่าสนใจบ้าง ออกทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ไปแต่เช้าแล้วไปหาอะไรที่ไม่รู้จักกินข้างหน้า เห็นอะไรน่าสนใจก็วาดๆๆๆ ทางออกนี้มีอะไร ทางออกนั่นหล่ะมีตึกหรือบ้านอะไรเจ๋งๆ บ้างมั้ย แค่คิดก็สนุกแถมได้เรียนรู้เมืองกรุงไปด้วยในตัว แต่ทั้งนี้ก็เป็นแค่ความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัวตอนนี้อ่ะนะ ทำได้มากแค่ไหนก็ไม่รู้แต่เดี๋ยวจะลองดูครับ

เมืองเครื่องเขียนโลก ถึงแม้ตามร้านเครื่องเขียนในบางกอกจะไม่มีอะไรเด็ดๆ เลยก็ตามแต่ก็ทำให้รู้ว่า ไอสิ่งที่ผมหามารีวิวบนบล็อกมันเป็นของที่เจ๋งจริง! ทีแรกตอนทำบล็อกก็นึกว่ามันเป็นของทั่วไปที่ผมคิดไปเองว่าน่าจะเจ๋งก็เท่านั้น แต่พอลองมาเจอแบบนี้แล้ว เห้ย! ที่เสียเงินจนหมดตัวไปเยอะแยะผมไม่เสียดายเลยจริงๆ มันเลยยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ผมอยากที่จะตามหาปากกา สมุด หมึก รวมถึงเครื่องเขียนเจ๋งๆ ทั่วโลกเอามาเขียนให้ผู้อ่านได้อ่านกัน อันไหนดีอันไหนแย่คุณผู้อ่านจะได้ไม่ต้องหามาลองแล้วผิดหวังหรือเสียเงินกันเปล่าๆ แต่ให้ผมช่วย “คัดกรองเบื้องต้น” ประกอบการตัดสินใจให้เองครับ …อวยบล็อกตัวเองได้ออกนอกหน้ามาก…แล้วจะทำไม?

ทำงาน ผมลองคิดพิจารณาอยู่หลายประเด็นจนทำให้เข้าใจว่าทำไมบรรยากาศการทำงานถึงได้เป็นแบบนี้ เนื่องจากบริษัทปัจจุบันไม่ได้เป็นบริษัทออกแบบกราฟฟิคและพัฒนาเว็บไซต์โดยตรงเหมืองบริษัทเดิมของผม แต่เป็นบริษัทที่ต้องทำงานเกี่ยวกับข้อมูลการค้าขาย ข้อมูลสินค้า หรือตัวเลขต่างๆ ที่ต้องการความแม่นยำสูงจะผิดพลาดไม่ได้เลย มันจึงทำให้บรรยากาศการทำงานเป็นแบบนั้นไปโดยปริยายครับ จะให้เปิดเพลงบ้าบอ วันๆ เอาแต่เต้นและออกไปกินกาแฟก็ใช่ที่ คนบ้าๆ บอๆ แบบผมมันเลยไม่มีในองค์กรนี้เลยครับ แต่ผมเชื่อแน่ว่าถ้าทีมผมมีคนเพิ่มมากขึ้นเมื่อไหร่ละก็ …ออฟฟิศแตกแน่ครับรับรอง กร๊าาาากกกกก

กิน ถึงแม้ว่าอาหารการกินระแวกที่พักและที่ทำงานมันจะมีให้เลือกได้ไม่หลากหลาย อร่อยบ้างไม่อร่อยบ้าง แต่ในที่สุดผมก็ได้ค้นพบเพชรเม็ดงามกลางมหานครเข้าแล้วครับ ร้านรถเข็นที่ว่านี้ขายอาหารไทยพวกน้ำพริกปลาทู น้ำพริกมะขาม ไข่ต้มไข่เจียวชะอม ผักลวกผักนึ่ง ปลาเผาปลานึ่ง ซึ่งโคตรอร่อยเลยให้ดิ้นตาย! ผมซึ่งตอนนี้เปลี่ยนมางดแป้งงดน้ำตาลและชอบกินผักมากเรียกได้ว่าตกหลุมรักร้านนี้เลยเชียวครับ และที่สำคัญคือราคาถูกนรกแตกไปเลย ปลานึ่งตัวนึง 40 บาท ผัก 5 บาท ไข่เจียว 10 บาท ถ้าได้กินทุกมื้อผมคงมีเงินเก็บเป็นหลักล้านในเวลาเพียง 2 เดือนแน่ๆ นี่ถ้าน้องคนขายเค้าไม่มีลูกมีสามีอยู่แล้วก็ ผมก็กะว่าจะชวนไปอยู่บ้านเดียวกัน จะได้ตำน้ำพริกกินกันทุกคืนวันเลยเชียวครับ…(เขียนดีๆ ขาวสะอาดไม่ได้แล้วใช่มั้ย?)

กิน 2 …ยังครับยัง เรื่องกินยังไม่หมด การที่วันทำงานจันทร์ถึงเสาร์แล้วต้องกินข้าวระแวกนั้นยิ่งทำให้วันหยุดงานวันอาทิตย์เป็นวันที่มีค่ายิ่งๆๆๆๆๆๆๆๆ ผมจึงพร้อมที่จะ #ระเบิดกระปุก #แบ้งค์พันกระเด็น อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าร้านอาหารอะไรที่เพื่อนแนะนำกันมาเพียงแค่ได้ยินรายชื่อเมนูผมก็น้ำลายสอแล้วล่ะครับ :F – – อยากออกไปแต่เช้ามืดเพื่อที่จะไล่กินในทุกมื้อเท่าที่มนุษย์คนนึงจะสามารถสวาปามเข้าไปได้ โดยเฉพาะไอร้านอาฟเตอร์ยูคิวยาวข้ามชาตินี่แหละตัวดีเลย ออกบ้านวันไหนโดนวันนั้น!! ผมจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนเมืองกรุงถึงได้ช่างสรรหาของกินอร่อยๆ กันเช่นนี้ ก็วันธรรมดามันเลือกอะไรไม่ค่อยจะได้ยังไงล่ะ! (โคตรตลกร้าย)

คุณภาพชีวิต ถึงแม้ในห้องจะไม่มีอะไรเลยก็ตามแต่ก็ทำให้ผมมีกิจกรรมใหม่ทำซึ่งผมชอบมาก! ไม่สิ เปลี่ยนเป็นรักเลยดีกว่าครับ เรื่องของเรื่องมันเริ่มจากการที่ว่า @ai_maw แห่ง “จิบชากับแมวหมุนส์” ทวิตสมูทแจ๊สขึ้นมาเพลงนึงซึ่งเป็นเพลงที่ผมชอบฟังมาก ติดอยู่ในลิส Top 100 Jazz ของผมเลยนะ ผมก็เลยขอทวิตส่งมั่ง ส่งไปส่งมาก็ติดแท็ก #JazzNight มีเพลงเยอะขึ้น บางวันก็มีธีมเพลง เช่นแจ๊สเศร้า Groove Jazz หรือจะเป็น Vocal Jazz ซึ่งสนุกมากเลยอ่ะ! มีคนติดตามเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก บางคนร่วมส่งแจ๊สที่เค้าชอบเข้ามาด้วย ถือเป็นกิจกรรมที่ดีที่สุดในวันที่เหนื่อยล้าจากการทำงานยามค่ำคืนจริงๆ เลยครับ โอ้ออ แจ๊สจ๋าชั้นรักเธอ

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่พูดมานี่จะถือเป็นความสุขจิ๊บจ๊อยไปเลยล่ะครับถ้ามาเจอกับข้อนี้ นั่นก็คือ “เพื่อน” ผมเป็นคนที่ติดเพื่อนมากเลยครับอยู่เชียงใหม่ก็เรียกได้ว่าจะต้องหาทางพบปะสังสรรค์กันอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้หลังๆ เพื่อนแต่ละคนจะแยกย้ายไปมีครอบครัวแล้วโดนเมียคุมออกบ้านไม่ได้ ออกได้แต่ก็ต้องรีบกลับไปตอกบัตร แต่อย่างน้อยการได้เห็นหน้ากันหน่อยก็สุขสุดๆ แล้ว ทีนี้พอผมย้ายมาทำงานที่บางกอกถึงแม้จะเป็นเวลาแค่เพียง 3 เดือนก็เหอะแต่ผมก็อดที่จะรู้สึกเหงาไม่ได้ มาอยู่บางกอกเมืองใหญ่อย่างโดดเดี่ยวกัน 2 คนกับแฟน เพื่อนก็ไม่มี มีก็ไม่มาเพราะงานยุ่งหรือบ้านไกล เพื่อนในที่ทำงานก็ไม่ใช่วัยไล่เลี่ยกันด้วย แล้วจะพาร์ที่กับใครดีฟระ?! แต่ผมต้องขอบอกว่าผมถือว่าเป็นคนที่โชคดีสุดๆ ไปเลยครับที่ได้มารู้จักกับเพื่อนหลายๆ คนบนทวิตเตอร์ ผมจะขอไล่รายนามอีกทีนะครับคือ @kangg แห่ง “Siampod@risingtop @simplywit @Pi_Pooh @xinnix_ann และล่าสุดกับเจ้าหญิงแมวมึน @ai_maw แห่ง “จิบชากับแมวหมุนส์” ซึ่งให้การต้อนรับอย่างดีมากกกกก พาไปกินข้าวกัน ไปเดินห้าง ไปพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้(เรื่องกิน)กัน เห้ย! ผมมีความสุขมากเลยครับหายเหงาเลยนะ ผมรู้ครับว่าทุกคนต่างก็ยุ่งมากแต่ก็ยังหาโอกาสมาพบเจอกัน ต้องขอบคุณเพื่อนทุกคนจริงๆ ครับ คุณทำให้การใช้ชีวิตท่ามกลางเมืองใหญ่เมืองนี้น่าอยู่ขึ้นมากจริงๆ ขอบคุณอีกครั้งครับ

ผมไม่รู้เหมือนกันครับว่าถ้าผมอยู่บางกอกนานขึ้นกว่านี้แล้วความคิดและวิธีคิดของผมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ความเป็นเมืองใหญ่จะกลืนตัวตนของผมไปหรือไม่ แต่สิ่งเดียวที่บอกได้เลยก็คือว่า จงใช้เวลาและทำอะไรก็ตามที่คุณทำแล้วมีความสุขเถอะครับ เลือกและตัดสินใจตามความรู้สึกบ้างก็ได้ไม่ต้องอาศัยเหตุผลไปเสียทั้งหมด เลิกคำนึงถึงผลประโยชน์หรือตัวเงินที่จะได้รับ แล้วไปคิดพิจารณาถึงความสุขที่คุณจะได้พบแทน อย่าทนอย่าฝืนกับอะไรที่ไม่ใช่เรา พุ่งเข้าเผชิญกับความไม่คาดคิดบ้างก็ได้เพื่อความท้าทาย ก็นี่มันชีวิตของเราเองไม่ใช่เหรอ? อย่าให้คนอื่นมาใช้ชีวิตของเรา เราเท่านั้นที่มีสิทธิจะใช้ชีวิตของเราเอง

ปล. ประโยคหลังเหมือนเคยได้ยินที่ไหนแต่ผมไม่ได้ลอกเค้ามานะ ผมคิดเองนี่แหละแค่คิดช้ากว่าเค้าก็เท่านั้น -”-

หากอ่านแล้วถูกใจชอบใจ ฝากกดแชร์ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ \( - 3-)/
โพสตอนนี้อยู่ในหมวด Talk โพสเมื่อวันที่ .
hackhq

คนธรรมดาที่หลงใหลในการสเก็ตช์ ใช้ปากกาลามี่เป็นอาวุธ มีสมุด Moleskine เป็นผืนผ้าใบและมีจินตนาการในรูปของสีน้ำ หลงใหลรูป รส กลิ่น ของกาแฟ และเคลิบเคลิ้มกับเสียงของดนตรีแจ๊ส | ติดต่อผมบนทวิตเตอร์ได้ที่ @hackhq


เว็บไซต์ : https://www.bbblogr.com