กล่องดินสอในตำนาน! Moleskine Case

in Pen Care by hackhq on 30 May 2014

…กลายเป็นว่าตอนนี้จะตั้งชื่อบล็อกแต่ละตอนก็เริ่มจะมีรูปแบบตายตัวล่ะครับ แบบนี้กระมังที่เรามักพบเห็นได้ตามชื่อหนังชื่อภาพยนตร์ต่างประเทศหลายเรื่อง หากเรื่องนั้นมีนักแสดงหญิงชื่อดัง จูเลีย โรเบิตส์ แสดงด้วยเป็นต้องบานฉ่ำในทุกๆ ชื่อไป หรือจะเป็น อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ก็จะได้ยินแต่คำว่าคนเหล็กปลิวกันให้ว่อน มันแย่ตรงที่ว่าผมดันติดเจ้าเชื้อไวรัสการตั้งชื่อนี้มาด้วย! ทำให้บล็อกที่เกี่ยวกับ “กล่องดินสอ” ตอนนี้กลายเป็นกล่องดินสอในตำนานไปโดยปริยาย…

Moleskine Case-01

Moleskine Case

Moleskine Case หรือก็คือกล่องดินสอในตำนานที่มีไอบ้าอย่างผมเรียกอยู่คนเดียวครับ แปลตรงตามชื่อเค้าก็เรียกกันว่า “กล่องใส่ของธรรมดาๆ” นั่นแหละครับ แต่ในเมื่อเด็กๆ อย่างเราเสพติดปากกาหมึกซึม จึงขอเรียกว่ากล่องดินสอละกันนะ(ทำไมไม่เรียกกล่องปากกา?) ขอเล่าความหลังนิดนึงนะครับพอดีนึกขึ้นได้ จำได้ว่าสมัยเด็กผมจะมีกล่องดินสอแบบไฮโซอันนึง ไฮโซที่ว่าคือมันมีกลไกมากมายไม่ว่าจะเป็นการกดปุ่มเปิดฝา กดปุ่มเลื่อนที่เหล่าดินสอให้เด้งขึ้นมา มีแถบวัดอุณหภูมิห้องด้วยนะเอ้อ! และที่ทำให้จำได้แม่นก็คือกล่องดินสออันนี้เป็นสีชมพูครับ…เสด็จพ่อของผมท่านซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดครับ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจท่านเหมือนกันนะว่าท่านแฝงนัยยะอะไรเอาไวัหรือไม่ อยากให้เราเป็นลูกสาวเหรอ? หรือว่าเห็นแนวโน้มว่าไอลูกคนนี้โตขึ้นมันต้องแปลงเพศแน่ๆ แต่ถึงจะอย่างไรก็ช่าง ผมก็รักเจ้ากล่องดินสอนี้มากครับเพราะมันเจ๋งจริงๆ

…แต่แล้วมันกลับถูกเพื่อนร่วมห้องสมัยเด็กขโมยไปครับ!! ตอนนั้นผมเรียนอยู่ ป.2 (ถ้าจำไม่ผิด) หลังกลับมาจากรับประทานอาหารกลางวันที่โรงอาหารเสร็จแล้ว เดินกลับห้องเรียนแล้วเปิดกระเป๋าดู…เจ้ากล่องดินสอแสนรักก็หายไปแล้ว!! โฮฮฮฮฮฮฮ ร้องไห้ครับร้องมากด้วย คุณครูประจำห้องก็มาช่วยหากันใหญ่เลยแล้วก็แบบว่า “ศิรพจน์ เธอทำใจเถอะนะ…” ดังนั้นผมจึงอยากขออนุญาตใช้พื้นที่บล็อกตรงนี้ประกาศหน่อยนะครับว่า

“เพื่อนผมคนไหนที่เคยขโมยกล่องดินสอของผมไปตอน ป.2 ได้โปรดนำมาคืนด้วย เราคิดว่านายคงเล่นจนหนำใจแล้ว แต่เราสิได้เล่นแค่วันเดียวเองแล้วนายก็ดันมาขโมยไป โปรดส่งคืนเถอะนะเพราะเรายังไม่รู้เลยว่าไอปุ่มสีเขียวข้างๆ นั้นเอาไว้ทำอะไรกันแน่”

เข้าเรื่องดีมั้ย? อือ ก็ได้…คือเจ้ากล่องดินสอ Moleskine ที่ผมจะพูดถึงในวันนี้มันเป็นกล่องใส่ของที่ผลิตโดยบริษัท Moleskine ครับ ซึ่งแน่นอนว่าหากบริษัทนี้ผลิตอะไรออกมาขาย ผมก็มักจะเรียกสิ่งนั้นว่าเป็นของในตำนานแทบทุกชิ้น และก็ได้แต่หวังว่าวันนึงเค้าคงไม่ผลิตน้ำยาลบคำผิดออกมาด้วยนะ นึกภาพไม่ออกเลยว่าน้ำยาลบคำผิดในตำนานมันจะหน้าตาเป็นอย่างไร -.,-

Moleskine Case-02

อีตุ๋ย ใครฟระ?!!

กล่องดินสออันนี้ผมได้มาจากร้าน LOFT สาขา Siam Discovery ที่ได้เคยมีการชี้เป้าไว้บนเพจว่าเค้าจัดโปรโมชั่นสินคัา Moleskine ทุกชิ้นลดราคา 50% และจะจัดโปรนี้ถึงวันที่ 1 มิถุนายนนี้เท่านั้นครับ ซึ่งวันที่ผมไปซื้อนั้นก็วันอาทิตย์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตอนที่ผมซื้อนั้นผมต้องถามคนขายนะว่านอกจากไอสมุดที่กองอยู่ตรงนี้แล้ว พวกปากกานั้นลดราคาด้วยหรือเปล่าเพราะไม่เห็นวางอยู่ตรงนี้เลย คนขายเค้าก็เลยพาไปที่ตู้ปากกาที่ตั้งอยู่เยื้องๆ ไปครับซึ่งของที่ผมกะว่าจะไปซื้อนั่นก็คือดินสอกดแต่ดันขายหมดเกลี้ยงเลย…

Moleskine Case-03

กล่องดินสอราคา 730 บาท…ถ้าซื้อราคาเต็มคงโดนคนใกล้ตัวสาปเป็นหมาแน่ๆ ครับ…ครึ่งราคาก็ไม่รอด…

ผมลังเลอยู่พักนึงว่าอุตส่าห์เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งไกลจะให้กลับไปมือเปล่าก็ใช่ที่ (เป็นความคิดที่กากมาก) สมุดก็มีล้นประตูรั้วบ้านไม่รู้จะซื้อไปทำไมอีก ผมเลยเลือกเจ้ากล่องนี้ติดไม้ติดมือกลับมาครับ โดยตอนที่ผมซื้อมานั้นเหลืออยู่เพียง 4 กล่องเท่านั้น ดังนั้นถ้าใครอ่านจบแล้วเกิดอยากได้ขึ้นมา พรุ่งนี้ให้รีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปยืนรอประตูห้างเปิดเลยนะคาดว่าต้องใกล้หมดแล้วแน่ๆ โดยราคาขายจริงๆ ของกล่อง Moleskine Case ราคาจากที่เว็บ moleskineasia.com จะตั้งไว้ที่ HK$138.00 หรือ 585 บาท แต่ราคาในไทยจะอยู่ที่ 730 บาทครับ …ซึ่งถ้าไม่ใช่เพราะจัดโปรโมชั่นให้ตายผมก็ไม่มีวันซื้อมาใช้แน่ๆ แต่ด้วยเพราะโปรลดราคา 50% ผมจึงได้ครอบครองมาในราคา 365 บาทครับ …ซึ่งก็แพงอยู่ดีหว่ะ!

Moleskine Case-04

ใครอยากรู้วัสดุเชิงกีคเอาไปอ่านเองนะ กระดาษแผ่นนี้เค้าใส่มาในกล่องด้วย

กลับมาถึงบ้านก็ไม่รอช้าครับเนื่องด้วยเพราะอยากจะรู้หนักหนาว่ากล่องบ้าอะไรทำไมมันถึงได้มีราคาที่แพงแสนแพงขนาดนี้ ผมแกะกล่องพลาสติกใสอย่างเบามือ…จนฝากล่องฉีก แล้วก็ยื่นนิ้วอันเรียวงามไปหยิบกล่องๆ นี้ออกมาครับ แต่เพียงสัมผัสแรกจากปลายนิ้วที่ประทับลงบนกล่อง ผมถึงกับอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ “ไอกล่องนี่มันไฮโซนี่หว่า!!” ผมดึงกล่องออกมาด้วยอยากที่เห็นให้ชัดให้เต็มตา ก็ปรากฎว่า วัสดุที่ใช้ทำผิวกล่องนั้นให้สัมผัสที่ฝืดมือ คล้ายกับยางดิบแต่ก็ไม่ใช่ คล้ายกับผ้าสักหลาดขนสั้นก็ไม่เชิง วัสดุที่ว่านี้คือ polyurethane (PU ยางสังเคราะห์) นั่นเองครับ แต่ก็พลางคิดในใจว่า “ถ้าเอาใส่กระเป๋าหรือใช้อย่างสมบุกสมบัน …กล่องมันต้องถลอกแน่ๆ”

Moleskine Case-06

มันสวยงามมากก็เพราะสายรัดนี่แหละครับ

Moleskine Case-07

ตอนรัดก็จะเป็นดังภาพครับ แน่นหนาฝาไม่แง้มแน่

Moleskine Case-08

ด้านหลังกล่องมีตรา Moleskine ที่ทรงพลังชวนให้หลงประทับไว้อย่างชัดเจน

แน่นอนว่า Moleskine นั้นมีเอกลักษณ์ที่ไม่ว่าใครได้เห็นก็จะต้องจำได้ในทันที นั่นก็คือสีปกสมุดที่มีสีดำและสายรัดสมุดที่ไม่มีใครเหมือน ทั้งสองสิ่งนี้ถูกบรรจุไว้อย่างครบถ้วนในเจ้ากล่องสีดำด้านกล่องนี้ ตัวกล่องเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีหน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส หันดูด้านหลังก็มีโลโก้ของ Moleskine ปั๊มลึกไว้ตรงกลางด้านล่างเหมือนเช่นเดียวกับสมุดในตำนานเลยครับ ผมเลื่อนมือดึงสายรัดกล่องที่หน้าตาเหมือนสายรัดสมุดออกแล้วจึงเปิดฝากล่องขึ้น ฝากล่องนั้นเป็นแบบเปิดตามแนวยาวขึ้นไปด้านบนครับ และพอเปิดขึ้นมานั้นก็มีเหตุให้ผมต้องอุทานออกมาอีกเป็นครั้งที่สอง “ข้างในก็ไฮโซด้วย!!” ใช่ครับ! เจ้ากล่องดินสอในตำนานอันนี้นอกจากวัสดุภายนอกจะให้สัมผัสที่พิเศษแล้ว ข้างในยังบุผ้าสักหลาดนุ่มมือไว้อีกด้วย นั่นก็เป็นเพราะกล่องนี้มันถูกสร้างขึ้นมาสำหรับเก็บแว่นตาสำหรับอ่านหนังสือครับ และแว่นตาที่ว่านี้ก็เป็นแว่นที่ทางบริษัทผลิตออกมาขายนั่นเอง (กะจะกินรอบวงเลยสินะ)

Moleskine Case-05

แม้อยู่ในมือของผู้หญิงแก่ๆ คนนึงก็ถือได้ถนัด ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปครับ

ทีแรกที่เห็นกล่องใบนี้บนเว็บไซต์ของ Moleskine นั้นผมพาลคิดว่าวัสดุที่ใช้ทำตัวกล่องนั้นจะเป็นแค่พลาสติกสีดำบางๆ เท่านั้นแต่กลับไม่ใช่เลยครับ ตัวกล่องนั้นแข็งแรงทนทาน ยึดติดแต่ละด้านแต่ละมุมเข้าด้วยกันเรียบสนิท พยายามโยกยังไงก็ไม่เลื่อนแยกออกจากกันครับ ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าแข็งแรงเพียงพอที่จะปกป้องปากกาของเราได้แน่นอน (แต่ไม่กล้าลองนั่งทับแหะ เสียดายเงิน -..-)

Moleskine Case-09

ยัดไปสามด้ามไม่สำเร็จครับ คลิปปูดปิดฝาไม่ได้เลย

Moleskine Case-10

เปลี่ยนเป็นลามี่ 2 ด้ามกับพู่กันอีก 3 ก็ใส่ได้สบายปิดฝาได้พอดีเลยครับ

Moleskine Case-11

นี่เป็นของทุกอย่างที่ผมสามารถเก็บไว้ในกล่องใบนี้ได้ครับ แข็งแรงแถมป้องกันการเกิดรอยได้ดีเยี่ยม

ผมลองเอาปากกาลามี่อันอวบอ้วนใส่เข้าไปในกล่องนี้ทีละด้ามครับก็พบว่าสามารถใส่ได้ 2 ด้ามสบายๆ เลยแถมมีที่เหลืออยู่นิดหน่อยด้วย แต่พอลองเอาด้ามที่ 3 ที่เป็น AL-Star ใส่เข้าไปด้วยก็ปรากฏว่าล้นครับ! ปิดฝาไม่ได้เลย แต่ผมก็กลับมาคิดว่าโดยปรกติเราก็พกลามี่แค่ 2 ด้ามเท่านั้น ด้ามนึงใส่หมึกเทพองค์สุดท้ายแห่งแดนนิรันดร์ Platinum Carbon Black ส่วนอีกด้ามนึงคือหมึกกันน้ำที่เขียนแล้วไม่ซึมทะลุกระดาษไปหน้าหลังอย่าง หมึกทมิฬคงกระพัน!! Sailor Kiwa-Guro Nano Black แต่ทีนี้มันมีที่เหลือพอสมควรแล้วผมจะทำอย่างไรกับที่ว่างๆ ในใจดวงนี้ดี? ผมเลยไปหยิบเอาพู่กันแบบพกพาที่ผมเคยรีวิวไว้ Escoda Reserva Kolinsky-Tajmyr Sable Series 1214 Retractable Travel Brush และก็ Da Vinci Series 910 Maestro Voyage Retractable Brush …เขียนชื่อไทอินจัดเต็มมาก กร๊าากกก และพู่กันพกพาที่ดองรีวิวไว้อีกหนึ่งอัน รวมเป็น 3 อันครับ ใส่มาเยอะขนาดนี้ผมก็เกิดลุ้นครับว่ามันจะต้องปิดฝาไม่ได้แน่ๆ แต่ปรากฏว่าสามารถปิดฝาได้พอดีเป๊ะแถมคาดสายรัดได้ด้วย! ไม่ต้องออกแรงกดบดขี้…ว๊าก!..บดขยี้เพื่อปิดฝาเลยแม้แต่น้อยเลย! เจ๋งโคตร!

 

Moleskine Case-12

โห้วววววว เลอค่าน่าลูบคลำเป็นเจ้าของยิ่งนัก พรุ่งนี้จะเอาไปอวดเพื่อนที่โรงเรียน…แล้วก็หาย!!

ผมยอมรับครับว่ากล่องดินสอในตำนาน Moleskine กล่องนี้มีราคาที่สูงจริงๆ ซึ่งถึงแม้จะได้รับลดราคาแล้วก็ตามก็ยังถือว่าราคายังสูงอยู่ดี แต่เมื่อลองเปิดดูและสำรวจในทุกรายละเอียดก็ต้องขอบอกว่ามันเป็นกล่องที่ออกแบบและผลิตได้อย่างประณีตบรรจงจริงๆ ครับ เรียบง่ายและสวยงาม คงไว้ซึ่งความเท่แบบ Moleskine ได้อย่างครบถ้วน ข้างในยังบุผ้าสักหลาดเพื่อป้องกันปากกาและพู่กันที่เราแสนหวงแหนให้พ้นจากริ้วรอย พกออกนอกบ้านก็ช่างเข้าคู่กันกับสมุด Moleskine Watercolor ยิ่งนัก ถึงผมจะเขียนให้อ่านแล้วพอเห็นภาพได้แต่มันก็เป็นแค่เพียงตัวอักษรที่ไร้ความสามารถ ไม่เพียงพอที่จะบรรยายถึงความสวยงามของเจ้ากล่องนี้ได้เลย แต่ผมเชื่อแน่ครับว่าหากคุณได้สัมผัสเจ้ากล่อง Moleskine Case แค่เพียงครั้งเดียว คุณจะต้องตกหลุมรักกล่องดินสอกล่องนี้เหมือนที่ผมรักอย่างแน่นอนครับ

ปล. เก็บเข้าตู้เพราะสวยเกินจนไม่กล้าใช้…

หากอ่านแล้วถูกใจชอบใจ ฝากกดแชร์ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ \( - 3-)/
โพสตอนนี้อยู่ในหมวด Pen Care และมี tag ดังนี้ , , โพสเมื่อวันที่ .
Avatar
hackhq

คนธรรมดาที่หลงใหลในการสเก็ตช์ ใช้ปากกาลามี่เป็นอาวุธ มีสมุด Moleskine เป็นผืนผ้าใบและมีจินตนาการในรูปของสีน้ำ หลงใหลรูป รส กลิ่น ของกาแฟ และเคลิบเคลิ้มกับเสียงของดนตรีแจ๊ส | ติดต่อผมบนทวิตเตอร์ได้ที่ @hackhq

เว็บไซต์ : https://www.bbblogr.com